ในยุคที่หลายคนเหนื่อยกับเศรษฐกิจการแก้ปัญหาซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่จะมีความเสี่ยงทางธุรกิจน้อยที่สุดก็คือการมองหาพาร์ทเนอร์ที่ดี ที่จะมาช่วยกันลงทุนค่าใช้จ่าย หากขาทุนก็ยังมีคนช่วยหารครึ่ง หรือถ้าได้กำไรก็แบ่งไปตามสัดส่วนที่ตกลง แม้จะไม่ได้รับเต็มๆ 100% แต่ก็เป็นการดีที่ทำให้สภาวะความเสี่ยงมีน้อยลง
อุตสาหกรรมบันเทิงเองก็เช่นกัน ทุกวันนี้เราจะเห็นผู้ผลิตหลายรายไม่ได้ตั้งเป้าผลิตคอนเทนต์เพียงหนึ่งเดียวเหมือนแต่ก่อน ผู้ผลิตหลายรายมองหาพาร์ทเนอร์ในการร่วมทุน
โดยเฉพาะกับวงการภาพยนตร์ เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้หนังเรื่องหนึ่งมีพาร์ทเนอร์หลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง บางเรื่องก็ร่วมทุนสร้างทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ บางเรื่องมีหลายบริษัทมาจับมือกันเพื่อผลักดันให้หนังประสบความสำเร็จ

เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์แล้วเชื่อว่าชื่อของ “M STUDIO” คือหนึ่งในชื่อที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งบริษัทนี้ไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้จัดจำหน่ายหรือพูดง่ายๆ คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการทำประชาสัมพันธ์
ด้วยความที่ M STUDIO เป็นบริษัทในเครือเดียวกับเมเจอร์ ผู้ให้บริการโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ จึงมีความได้เปรียบในการนำภาพยนตร์มาเข้าฉาย ง่ายต่อการโปรโมตและทำการประชาสัมพันธ์ ผู้ผลิตหลายรายก็ย่อมที่อยากจะร่วมงานกับ M STUDIO ไม่ว่าจะในฐานะผู่ร่วมผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายก็ตาม
ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าการผลิตภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของ M STUDIO จะผลิตในรูปแบบของการที่มีพาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมด้วย เรียกได้ว่าจูงมือกันประสบความสำเร็จ ซึ่งตรงนี้เองก็ทำให้ M STUDIO มีภาพลักษณ์ในการเป็นเจ้าตลาดหนังไทย เพราะปีหนึ่งจะมีผลงานออกมาหลายเรื่องให้ติดตามกัน

หนึ่งในพาร์ทเนอร์ที่น่าจับตามองของ M STUDIO ก็คือ MONO ผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่ในบ้านเราที่ผลิตทั้งซีรีส์และภาพยนตร์ ในส่วนของซีรีส์นั้นแน่นอนว่า MONO มีช่องทางออนแอร์ผ่านสตรีมมิ่งของตัวเองอย่าง MONOMAX ในขณะที่ภาพยนตร์ MONO ก็มี M STUDIO เป็นพาร์ทเนอร์
ในปีนี้ MONO มีภาพยนตร์ที่ผลิตอยู่หลายเรื่องที่จะทยอยออกมาสร้างความสนุกให้กับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็น “ห่าก้อม”, “นางฟ้าขาแดนซ์”, “หมู่บ้านโคกะโหลก”, “วัยเป้ง 2”, “หอแต๋วแตก แหกหลีหู” และ “แจ๊สโคตรซิ่ง” ผลานล่าสุดที่ได้เข้าฉายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรายได้เพียง 5 วันก็ทะลุ 20 ล้านบาทไปแล้ว
การร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ในมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น เพราะ MONO คือผู้ผลิตคอนเทนต์อันดับต้นๆ ของเมืองไทยที่มีบุคลากรทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่มีชื่อเสียง มีศักยภาพเป็นที่ยอมรับ

เมื่อได้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง M STUDIO มาช่วยดูแลในส่วนของการนำคอนเทนต์ไปเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติต่างๆ พร้อมทั้งสร้างพันธมิตรด้านจัดจำหน่ายในระดับ Global ก็จะช่วยผลักดันให้คอนเทนต์ที่ดีมีคุณภาพถูกส่งออกต่างประเทศได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ผ่านคอนเทนต์ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ผู้ชมทั่วโลก
การจับมือของสองบริษัทใหญ่ตัว M นั่น ย่อมสร้างปรากฏการณ์ที่ดีให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย เพราะคอนเทนต์ภาพยนตร์ที่ผลิตโดย MONO นั้นถือได้ว่ามีคุณภาพเป็นที่ยอมรับตอบโจทย์ผู้ชมชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ได้ M STUDIO เข้ามาร่วมผลิตและช่วยเสริมในเรื่องจัดจำหน่ายพาคอนเทนต์ดีๆ เหล่านี้ออกสู่สายตาชาวโลก

เรียกได้ว่าเป็นการร่วมกันสร้างคอนเทนต์จากบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพในการผลิตภาพนตร์ เมื่อสองกูรูมาระดับมันสมอง แนวคิด การบริหารงาน ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะยกระดับหนังไทยให้ไปไกลสู่ตลาดโลก ซึ่งทุกวันนี้ชาวต่างชาติก็ให้การยอมรับภาพยนตร์ไทยกันมากขึ้น
เราคงต้องยอมรับว่าโมเดลทางธุรกิจทุกวันนี้การที่มีพันธมิตรที่ดีอยู่ข้างกายเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด หากตัดเรื่องความเสี่ยงในการลงทุน หรือตัวเลขต่างๆ ออกไป การมีพาร์ทเนอร์ก็เป็นการระดมความคิดของสองบริษัท ที่จะให้มุมมองความคิดที่เป็นการต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ที่จะทำให้ก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ยาก

