
หากจะถามหาว่าคอนเทนต์ไทยของไทยที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับต้นๆ เชื่อว่าคอนเทนต์ในรูปแบบภาพยนตร์สยองขวัญ หรือ หนังผี มักจะเป็นคำตอบแรกที่หลายคนนึกถึง
แม้ว่าหนังผีจะสร้างความหวาดกลัวให้ใครหลายคนจนไม่กล้าดู แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีผู้ชมมากกว่าหนึ่งขึ้นไป คนที่ว่ากลัวก็อาจจะเปลี่ยนแนวคิดแล้วเดินตามเพื่อนไปสัมผัสความสยองขวัญในโรงภาพยนตร์ก็เป็นได้
ที่ผ่านมาไม่ว่าวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจะซบเซาหรือคึกคัก เราก็มักจะเห็นหนังผีสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานามาได้อย่างต่อเนื่อง แทบจะเป็นหนังประเภทเดียวที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำผู้ผลิตภาพยนตร์หลายรายเลือกที่จะผลิตหนังผีมีเสิร์ฟตลอดที่มีความและและความต้องการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้
ถึงแม้ว่าหนังผีจะได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานแต่เราต้องยอมรับว่าในปี 2566 มีภาพยนตร์ไทยอยู่สองเรื่องที่จุดประกายความหลอนให้ผู้ชมและผู้ผลิตหลายรายได้ให้ความสนใจในคอนเทนต์รูปแบบนี้มากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง “สัปเหร่อ” ที่กวาดรายได้ไปมากกว่า 729 ล้านบาท และ “ธี่หยด”ทำรายได้ไปกว่า 502 ล้านบาท
ก่อนที่ปีถัดมา 2567 ผลงานเรื่อง “ธี่หยด 2” จะกลับมาสร้างความคึกคักให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์อีกครั้งด้วยรายได้กว่า 815 ล้านบาท ในขณะที่ปีนี้ภาพยนตร์เรื่อง “สัปเหร่อ” ก็มีแพลนที่จะสร้างภาคต่อ เช่นเดียวกับ “ธี่หยด 3” ที่ประกาศเดินหน้าสานต่อความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง “ธี่หยด” เรียกได้ว่าเดินหน้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะในผู้ให้บริการสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Netflix นั้น “ธี่หยด 2” ได้สร้างปรากฏการณ์ภาพยนตร์ที่มีผู้ชมสูงสุดในประเทศไทย และขึ้นอันดับ 4 ของโลก (Non-English) และยังติดอันดับ TOP 10 ในอีก 7 ประเทศทั่วโลก
ในส่วนของ “ธี่หยด 3” ที่อยู่ในกระบวนการผลิตนั้น “สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M STUDIO ก็ได้เปิดเผยว่าภาพยนตร์ได้ทำการขายลิขสิทธิ์ให้กับทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ได้รับความสนใจตั้งแต่ภาพยนต์ยังไม่เปิดกล้อง
นอกจากเรื่องราวความสยองขวัญที่ได้เห็นในภาพยนตร์ผีหลายๆ เรื่อง จะเป็นตัวสร้างความน่าสนใจให้มารับชมกันแบบหมู่คณะทั้งกลุ่มเพื่อนๆ ในวัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงรูปแบบครอบครัวแล้ว ต้องบอกว่าอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็คือนักแสดง ที่จะทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กในการดึงดูด เช่นเดียวกับ “ธี่หยด”ที่ได้ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” มาเป็นพี่ใหญ่ของบ้าน
เมื่อนักแสดงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ทิศทางของภาพยนตร์สยองขวัญทุกวันนี้เราจึงเห็นได้ว่าผู้ผลิตและผปู้กำกับหลายรายมักจะเลือกใช้นักแสดงที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีชื่อเสียง มีความเป็นแมสของยุค

ยกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “ท่าแร่” ผลงานของผู้กำกับมากฝีมืออย่าง “คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา” ที่ฝากผลงานไว้ใน “ธี่หยด” ก็ใช้นักแสดงที่มีความเป็นแมสของยุคอย่าง “เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข”, “มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร” และ “แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์” มาเป็นนักแสดงนำใน “ท่าแร่”
ขณะที่ 13 สตูดิโอ ค่ายหนังที่จะมาเสิร์ฟความหลอนของ “คุ้ย ทวีวัฒน์” ก็มีหลายโปรเจกต์ที่ใช้คนรุ่นใหม่มาเป็นตัวเรียกแขกให้ผู้ชมยอมเสียเงินเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Attack วิญญาณเลขที่ 13” ก็ได้สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ป T-POP แห่งยุคอย่าง “อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ” มาร่วมงาน
เช่นเดียวกับโปรเจกต์ “กฤษดา พาราไดซ์” ก็ได้หนุ่มฮอตจากบ้าน GMMTV อย่าง “โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล” มาเสิร์ฟความหลอนคู่กับนักแสดงวัยรุ่น เอ-ลิสต์ อีกหนึ่งคนนั่นคือ “ยอร์ช-ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์”


เมื่อเรามองข้ามค่ายไปที่ BeOnCloud ก็จะเห็นได้ว่าภาพยนตร์เรื่อง “บุปผาราตรี มาลีรัตติกาล” ก็ให้ความสำคัญในตัวนักแสดงนำไม่แพ้กัน โดยมีการคว้าตัว “วี-วิโอเลต วอเทียร์” และ “เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์” โคจรมาพบกัน สองคนนี้ต้องบอกว่าเป็นคนบันเทิงที่มีฐานแฟนคลับที่แน่นเป็นอย่างมาก
ความน่าสนใจของคอนเทนต์สยองขวัญยังก่อให้เกิดโปรเจกต์หนังผีมากมายในปีนี้ แม้กระทั่งตัวพ่อในวงการผีอย่าง “แจ็ค เดอะ โกสท์” ก็ยังมาจับมือกับค่ายหนัง ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ ประกาศเปิดโปรเจกต์ “Ghost Light” เพื่อเดินหน้าผลิตภาพยนตร์สยองขวัญสู่ตลาดไทยและต่างประเทศเช่นกัน

ต้องบอกว่าหนังผีที่หลายเรื่องนั้นสร้างการเติบโตให้วงการอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เติบโตทั้งในตลาดประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้นักแสดงระดับเอ-ลิสต์ที่ต้องบอกว่าทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ซึ่งถือเป็นกลุ่มสำคัญที่จะมาซัพพอร์ตอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในระยะยาว
จากนี้ไปเชื่อว่าเราจะได้เห็นนักแสดงแถวหน้าขวัญใจคนรุ่นใหม่อีกมากที่กระโดดลงมาสร้างสรรค์ผลงานความสยองกันมากขึ้น เสิร์ฟความหลอนให้ผู้ชมกันอย่างรัวๆ


