
หากเอ่ยถึงประเทศเวียดนามหลายคงก็คงจะนึกถึงภาพการปกครองแบบคอมมิวนิตส์ ความวุ่นวายบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยจักรยานและรถจักรยานยนต์สัญจรเต็มท้องถนน มีเสียงแตรดังไม่ขาดสาย แต่ถ้าคุณได้เข้าไปสัมผัสกับวีถีชีวิต สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ คุณก็คงจะได้พบกับรอยยิ้มบนใบหน้าสาวสวยในชุดอ๋าวหย่าย เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และแหล่งช้อปปิ้งที่ไม่แพ้ประเทศอื่นเลย

เอนกายที่ Sandy Beach Resort
ทันทีที่เครื่องบินของสายการบิน พีบี แอร์ เริ่มลงจอดสู่พื้นผืนแผ่นดินแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ผมผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยก็พลันเห็นสาวสวยในชุดอ๋าวหย่ายมาให้การต้อนรับก่อนที่จะนำพวกผมไปสู่ดานัง เพื่อเข้าที่พักระดับ 4 ดาว ที่ Sandy Beach Resort โรงแรมรีสอร์ทที่ประเทศเวียดนามจะมีสัญลักษณ์ดวงดาวติดบอกที่หน้าโรงแรมว่า ที่พักแห่งนี้ได้รับมาตรฐานกี่ดาว ซึ่งเป็นข้อดีของนักท่องเที่ยวที่จะทำให้รู้ถึงระดับดาว ความหรูหรา ของโรงแรมนั้นๆ
ที่รีสอร์ทแห่งนี้ เป็นรีสอร์ทติดชายหาด ผู้ที่มาพักพิงเอนกายสามารถลงเล่นน้ำทะเลได้ โดยมียามฝั่งทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย พร้อมสระว่ายน้ำที่มีไว้บริการแก่ผู้เข้าพัก บรรยากาศโดยรอบประดับตกแต่งไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้นานาพันธุ์ อย่างร่มรื่นและสวยงาม ระหว่างที่ทำเรื่องเช็คอินนั้นทางโรงแรมจะขอพาสปอร์ตคุณเพื่อที่จะไปแจ้งกับตำรวจท้องที่ว่ามีนักท่องเที่ยวมาพักที่นี่จริง

เยี่ยมชมตัวเมืองดานัง
หลังจากที่เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางเที่ยวชมตัวเมืองดานัง หรือ จังหวัดกว่างนาม ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำหาน เมืองนี้เติบโตขึ้นมาจากหมู่บ้านชาวประมงจนกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญและมีขนาดใหญ่ ในช่วงสงครามเวียดนาม ทหารอเมริกาได้ยกพลขึ้นบกที่นี่เป็นจุดแรก และใช้เป็นฐานบัญชาการใหญ่
ท่ามกลางความวุ่นวายของรถจักยานยนต์สัญจรมากมายตามท้องถนนของเมืองดานังนั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามให้เราได้ชมความงดงามด้วยการนั่งรถสามล้อปั่นซิกโคล่ อย่าง โบสถ์คริสต์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466 สมัยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส จุดเด่นของโบสถ์ดานังแห่งนี้คือตึกสไตล์กอทิธสีชมพู สร้างขึ้นมาได้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของดานัง ภายนอกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลวดลายอันประณีต ถัดเข้าด้านในเป็นห้องโถงอันกว้างขวาง ตกแต่งด้วยกระจกสีสันสวยงามไม่แพ้ด้านนอกเลยทีเดียว
สำหรับใครที่ชื่นชอบการเล่นน้ำชมทะเล ก็ไม่ควรพลาดที่หาดนอนเนื๊อก หรือ หาดจีน หาดทรายที่มีความเงียบสงบและสวยงามทอดตัวยาวไปทางทิศใต้ จุดเด่นของหาดแห่งนี้อยู่ที่ความงดงามของทรายสีขาวละเอียดติดกับน้ำทะเลสีฟ้าคราม ชาวเวียดนามนิยมมาพักผ่อนเล่นน้ำในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
นอกจากนี้ยังมีอ่าวดานัง ซึ่งห่างออกมาจากตัวเมืองดานังขึ้นมาทางทิศเหนือราว 15 กิโลเมตร คุณจะได้พบกับชายหาดที่ทอดยาวขนานไปกับทิวเขาสลับซับซ้อน แม้ว่าที่นี่จะไม่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของหาดทรายที่ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าครามเหมือนชายหาดขึ้นชื่ออย่างนอนเนื๊อก แต่คุณสามารถสัมผัสกับวิถีชีวิตชาวบ้านที่ใช้เรือกระจาดออกหาปลา เรือที่ใช้ไม้ไผ่สานทั้งลำชันด้วยยา พาหนะล่องลอยเหนือผืนน้ำที่หาดูได้จากที่นี่เพียงแห่งเดียว

Cham Museum พิพิธภัณฑ์นี้มีเรื่องราว
ดานังถือได้ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้แห่งหนึ่งก็คือ พิพิธภัณฑ์ชนเผ่าจาม เป็นสถานที่เก็บรวบรวมประติมากรรมจามชิ้นเยี่ยมหลายยุคจากประสาทต่างๆ มาไว้รวมกัน ตัวอาคารหลักของพิพิธภัณฑ์สร้างครั้งแรกในปี พ.ศ. 2458 โดยความร่วมมือระหว่าง อองรี ปาร์มองติเอร์ และสถาปานิกชาวฝรั่งเศสเดอลาวาลและโอแกลร์ และได้เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2479
ประติมากรรมในพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าชามแห่งนี้มีจัดแสดงไว้มากมาย แต่ที่เด่นและรู้จักกันดีก็คงจะเป็นภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์พร้อมกับกำเนิดพระพรหม สลักจากหินทรายสีเทา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 (คริสต์ศตวรรษที่ 7) พระคเณศวร์ ศิลาทรายสีเทาประทับยืนสูง 95 ซ.ม. ซึงถ่ายทอดลักษณะทางประติมานวิทยาจากอินเดียมาได้อย่างครบถ้วน พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทสูง 1.15 เมตร พระพุทธรูปยังค้นพบได้อีกสององค์ ซึ่งอยู่ในประเทศไทย ภาพสลักนูนสูงของพระศิวะนาฏราชสิบหกกร เป็นต้น

ขึ้นเขาชมวิว
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางภูเขาขึ้นชื่อที่ผมได้ไปเยี่ยมชมมาก็คือ ภูเขาหินอ่อน (Marble Mountain) หรือ ภูเขาแห่งธาตุทั้งห้า สาเหตุที่ชาวเวียดนามเรียกว่าภูเขาทั้งห้า เพราะว่า ประกอบไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ทั้ง 5 ลูก อดีตภูเขาเหล่านี้เคยเป็นกลุ่มของเกาะนอกชายฝั่ง 5 เกาะ แต่เนื่องมาจากการตกตะกอนปีแล้วปีเล่าทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่
ภายในภูเขามีแท่นบูชาของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าองค์อื่นๆ ตามความเชื่อของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น ภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ถุ่ยเซิน ซึ่งในอดีตชาวจามเคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ในปัจจุบันถ้ำแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ศาสนาอยู่เช่นเดิม การเดินชมความงามบนเขาแห่งนี้จะต้องเดินผ่านบันไดทางขึ้นค่อนข้างชันมายังลานด้านบน และจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองดานังท่ามกลางขุนเขาบริวารน้อยใหญ่ได้อย่างสวยงาม เรียกได้ว่าถ้าคุณได้ข้นมาสัมผัสแล้วรับรองว่าคุ้มค่ากับเหงื่อที่เสียไปอย่างแน่นอน บริเวณด้านล่างยังมีร้านขายหินอ่อนแกะสลักอีกมากมายที่เหมาะแก่การซื้อกลับไปเป็นของฝากอีกด้วย
อีกหนึ่งภูเขาที่สวยงามไม่แพ้กันก็คือ ภูเขาบานา (Ba Na Mountain) การเดินทางนั้นต้องขับรถขึ้นเขาที่มีเส้นทางคดเคี้ยวตลอดเส้นทาง คล้ายๆ กับการขับรถขึ้นดอยบ้านเรา ตรงนี้ผมขอแนะนำให้ผู้ที่มีอาการเมารถควรกินยาแก้เมาก่อนขึ้นเพื่อเป็นการป้องกัน แต่เมื่อขึ้นไปข้างบนแล้วรับรองว่าสวยงาม อากาศเย็นสบายจนลืมอาการเมารถไปเลย
บนภูเขาบานามีประติมากรรมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สวยงามท่ามกลางผืนป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสายหมอก ดอกไม้และผีเสื้อ อีกทั้งยังมีร้านอาหารไว้บริการคลายความหิว พร้อมกับการชมวิวทิวทัศน์กลางขุนเขาด้วยกระเช้ากลางสายหมอกที่หาชมไม่ได้ง่ายๆ

ฮอยอัน…ที่ฉันรัก
เรียกได้ว่าผมได้เดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญๆ ทั่วดานังมาแล้ว อีกจังหวัดหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ฮอยอันสถานที่แห่งนี้หลายคนคงรู้จักดี เพราะเคยมีละครในประเทศไทยได้ไปถ่ายทำโชว์ความงดงามจนหลายคนอยากจะไปสัมผัสด้วยตาตนเอง ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ไปสัมผัสและเกิดอาการตกหลุดรักเมืองแห่งนี้ขึ้นมา ด้วยความที่เมืองนี้เป็นแห่งช้อปขนาดใหญ่ที่นักท่องเที่ยวต่างต้องมาเยือน จึงทำให้แม่ค้าพ่อค้าทั้งหลายมีความเป็นกันเอง บริการด้วยรอยยิ้ม สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจจนหลงรักฮอยอันเข้าไปอย่างจังก็คือ ภาษาไทยจากปากชาวเวียดนาม ในชุดอ๋าวหย่าย ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่ไม่ติดกับชายแดนเราแต่เขาสามารถสื่อสารภาษาเราได้จนทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น
ไม่ใช่แค่เพียงผู้คนหรือของฝากสวยๆ งามๆ อย่าง โคมไฟ ภาพวาด เท่านั้นที่เป็นเสน่ห์ให้ผมได้ชมความงาม ฮอยอันยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามอีกมากมาย อาทิ สมาคมฟุกเกี๋ยน ศูนย์รวมของชาวจีนที่อพยพเข้ามาในช่วงปี พ.ศ.2388-2428 ใช้สำหรับเป็นที่พบปะของคนหลายรุ่นที่อพยพมาจากฟุกเกี๋ยนที่มีแซ่เดียวกัน และยังใช้เป็นที่ระลึกถึงถิ่นกำเนิดและบูชาบรรพบุรุษของตน และภายในยังเป็นที่ตั้งของวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับลัทธิของพระนางเทียนเห่า มีจุดเด่นอยู่ที่งานไม้แกะสลัก ลวดลายสวยงามน่าชม
สะพานญี่ปุ่น ก่อสร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่นเมื่อ 400 กว่าปีที่แล้ว รูปทรงโค้งของสะพานและ ตรงกลางสะพานมีเจดีย์ทรงจัตุรัสที่สร้างอุทิศให้แก่ดั๊กเดและตรันหวู ก่อนเดินข้ามสะพานด้านซ้ายมือจะมีรูปปั้นสุนัขกำลังนั่ง และเมื่อข้ามไปแล้วก็จะเจอกับลิงอีกตัว นับเป็นสิ่งที่ช่างสมัยก่อนแสดงให้เห็นถึงระยะเวลาในการก่อสร้าง

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมาเยือนเมืองฮอยอันก็คือ การได้เข้าไปเยี่ยมชมบ้านประจำตระกูลเก่าแก่ที่ยังคงงดงาม มีให้เลือกชมอยู่หลายหลัง บ้านเลขที่101 เป็นบ้านของจีนในตระกูล Tan Ky นับเป็นบ้านไม้ที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดของเมืองฮอยอัน สร้างขึ้นมาเมื่อ 75 ปีที่แล้ว และอยู่กันมา 5 ชั่วอายุคน ภายในแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ตั้งแต่ ห้องสมุดสมัยก่อน ห้องรับแขก และห้องครัว
หากมาเยือนเมืองฮอยอันแล้วไม่ได้มาเยี่ยมชมแม่น้ำทูโบนแล้วก็เหมือนมาไม่ถึง เพราะแม่น้ำสายนี้มีความสำคัญตั้งแต่สมัยครั้งโบราณ ก่อนที่ฮอยกันยังเป็นเมืองท่าสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากล่องเรือเข้ามาททำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่เมืองแห่งนี้ ทำให้ฮอยอันเป็นเสมือนศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก แต่ภายหลังที่แม่น้ำเริ่มตื้นเขิน เรือเดินสินค้าไม่สามารถมาจอดเทียบท่าได้ เมืองดานังจึงถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ฮอยอัน แต่สายน้ำทูโบนแห่งนี้กลับมิได้สูญหายไปตามกาลเวลา ยังคงทำหน้าที่หลักไหลหล่อเลี้ยงชาวฮอยอันอยู่เรื่อยมา
เรียกได้ว่าเมืองฮอยอันยังคงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวเวียดนามที่มีคุณค่าให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัสแบบใกล้ตัว สาวสวยในชุดเอ๋าวหย่ายบนหลังจักรยานยังคงแสดงถึงความเป็นเวียดนามที่เราได้พบเห็นอย่างมากมาย หากคุณได้ลองมาสัมผัสเมืองทั้งสองของเวียดนาม จากดานัง…สู่ฮอยอัน รับรองว่าคุณจะหลงรักเมืองแห่งนี้เหมือนกับผมอย่างแน่นอน
