
หากจะถามหามาตรฐานของศิลปินนักร้องในบ้านเราว่าแบบไหนถึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนดนตรีคุณภาพ เชื่อว่าการทำงานหน้าไมค์ยืนบนเวทีคงไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เพราะการจะเป็นศิลปินคุณภาพได้นั้นชื่อเสียงเบื้องหน้าเป็นเพียงเป้าหมายแรกเท่านั้น
“หนุ่ม กะลา” หรือ “ณพสิน แสงสุวรรณ” คือคนดนตรีที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานคุณภาพที่ชัดเจน เขาไม่ได้มีความสามารถแค่การร้องเพลงหรือเล่นดนตรีเท่านั้น แต่นักร้องวัย 42 ปีคนนี้มีความสามารถรอบด้าน

เส้นทางในวงการดนตรีของ “หนุ่ม กะลา” เริ่มต้นมาจากการประกวดดนตรีฮอตเวฟมิวสิกอวอร์ดส์ครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2541จนมีโอกาสได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง จีนี่เรคอร์ดส ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และกลายเป็นนักร้องนำวง “กะลา” จนมีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้
จากปี พ.ศ. 2542 จนถึงปี พ.ศ. 2555 เป็นระยะเวลา 13 ปี ที่วง “กะลา” เข้าไปนั่งในใจวัยรุ่นทั่วประเทศ ด้วยเอกลักษณ์ทางดนตรีที่มีความหนักแน่ แตกต่าง ในเพลงเร็ว ส่วนเพลงช้าก็ถ่ายทอดความซึ้งออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเข้าถึงอารมณ์ ทำให้ 8 อัลบั้มในนามของวง “กะลา” มีเพลงฮิตมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น “แม่ครับ”, “ไม่มาก็คิดถึง”, “ขอเป็นตัวเลือก”, “My Name is Kala” (มาย เนม อีส กะลา), “เธอเป็นแฟนฉันแล้ว”, “ใช่ฉันหรือเปล่า” และ “4 นาที” เป็นต้น แม้ปัจจุบันเพลงเหล่านี้จะถูกผลิตมานานหลายปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเป็นเพลงที่สร้างความประทับใจให้หลายคนต้องเปิดฟังมาจนถึงทุกวันนี้
ในปี พ.ศ. 2557 วง “กะลา” ได้ถึงจุดแตกหัก เมื่อ “หนุ่ม กะลา” ขอแยกตัวออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว โดยมีเหตุผลว่าการทำงานไม่ตรงกัน แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้นักร้องคนนี้ต้องเงียบหายไปจาวงการ เขายังเดินตามฝันในฐานะศิลปินเดี่ยวที่มีผลงานออกมามากมาย

สร้างบทเพลงที่จะกลายเป็นตำนานไม่ต่างไปจากตอนที่รวมตัวกับเพื่อนๆ วง “กะลา” ไม่ว่าจะเป็นเพลง “เขาจะรู้บ้างไหม”, “ปล่อยมือฉัน”, “ปล่อย” และ “อีกนานไหม” โดยเขาใช้ความสามารถและประสบการณ์ชั่วโมงบินในเส้นทางดนตรี แต่งทั้งเนื้อร้องและทำนองด้วยตนเอง
นอกจากจะผลิตงานเพลงของตัวเองแล้ว ความสามรถของ “หนุ่ม กะลา” ตรงนี้ ยังนำมาใช้กับศิลปินคนอื่น ซึ่งมีทั้งเพลง “ขอแค่ได้ฝัน” ให้กับ “เติล-ตะวัน จารุจินดา” เพื่อประกอบละครเรื่อง “สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย”, แต่งทำนองเพลง “ใกล้ชิดแพ้คิดถึง” ให้กับ “กัน-นภัทร อินทร์ใจเอื้อ” และแต่งทำนองเพลง “อยากโดนเป็นเจ้าของ” ให้กับ “ไอซ์-ศรัณยู วินัยพานิช”

“หนุ่ม กะลา” เองก็ยังมีโอกาสร้องเพลงประกอบละครอีกมากมาย ชนิดที่ว่าประสบความสำเร็จทั้งละครและเพลงประกอบ ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และอารมณ์ที่สื่อถึงเนื้อหาสอดคล้องไปกับเรื่องราวของละคร ทำให้แฟนละครอินไปกับเพลงที่นำมาใช้ประกอบ โดยผ่านเสียงของ “หนุ่ม กะลา” ได้เป็นอย่างดี
ซึ่งมีทั้งละครเรื่อง “พรุ่งนี้ไม่สายที่จะรักกัน”, “หัวใจเรือพ่วง”, “รักเกิดในตลาด”, “ไอ้คุณผี” และ “จากศัตรูสู่หัวใจ” เป็นต้น ซึ่งความนิยมของเพลงประกอบละครนั้นต้องบอกว่าประสบความสำเร็จไม่แพ้งานเพลงทั่วไปเลยทีเดียว

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า “หนุ่ม กะลา” คือมาตรฐานของศิลปินไทยที่มีคุณภาพสูงก็คือ การรับหน้าที่เป็นกรรมการบนเวที THE STAR IDOL (เดอะสตาร์ ไอดอล)
การรับหน้าที่เป็นกรรมการครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าคนที่จะมาเป็นกรรมการมีความสามารถในเรื่องของดนตรีเท่านั้น แต่คนที่จะมานั่งเป็นกรรมการตัดสินผู้เข้าประกวดจะต้องมีความสามารถรอบด้าน มีประสบการณ์บนเวทีจนได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตรายการ รวมไปถึงผู้ชมจากทางบ้าน
ซึ่งประสบการณ์ของ “หนุ่ม กะลา” กว่า 20 ปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ผู้ชายคนนี้กลายเป็นที่ยอมรับและกลายเป็นศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งที่จะใช้ความรู้ความสามารถในการตัดสินผู้เข้าประกวดอย่างเป็นธรรม พร้อมที่จะชี้ทาง แนะนำให้ผู้เข้าประกวดพัฒนาตนเองมากขึ้น แม้ว่าคนๆ นั้นจะผ่านเข้ารอบหรือตกรอบก็ตาม

การทำหน้าที่เป็นกรรมการบนเวทีใหญ่แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการตัดสินใจของเขาจะอยู่ในสายตาของผู้ชมทั่วประเทศ หากตัดสินผิดพลาดหรือไปในทางที่ไม่เป็นกลาง ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือที่ “หนุ่ม กะลา” สะสมมานั้นต้องอันตรธานหายไป
การเป็นศิลปินนักร้องทุกวันนี้ความสามารถและเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ยืนอยู่หน้าไมค์ คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินคุณภาพ การเป็นนักร้องต้องมีความสามารถรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังก็ตาม เพราะจะเป็นสิ่งที่ยังยืนสร้างมาตรฐานให้ตนเองอยู่คู่วงการเพลงไทยได้อย่างยาวนาน เหมือนดังเช่น “หนุ่ม กะลา” นักร้องคุณภาพของวงการเพลงไทย